f

Lorem ipsum dolor sit amet consectetuer

You may like:

Software Developer Career EP2

“ภูมิปรินทร์ มะโน”

เป็นมากกว่า ‘นักพัฒนาซอฟต์แวร์’

          ก่อนหน้านี้ เราได้ทำความรู้จักกับคุณภูมิปรินทร์ มะโน นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทย คนรุ่นใหม่ ที่ลงร่างสร้างเส้นทางสู่ความสำเร็จของตนเองด้วยการเบนสายจบชีวิตการเรียนรู้ในระบบการศึกษา และออกเดินทางในเส้นทางการเรียนรู้ด้วยตนเองจนได้เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ซิลิคอนวัลเลย์ แหล่งคลังสมองแห่งนวัตกรรมของโลก ขณะนี้ “ภูมิปรินทร์” ในวัยเพียง 18 ปี มีมุมมอง ในการเรียนรู้ การทำงาน และเคล็ดลับสู่ความสำเร็จอย่างไร แล้วก้าวต่อไปของเขาจะก้าวไปที่ไหนนั้น YourNextYou จะพาท่านไปร่วมถอดรหัสลับ และค้นพบแรงบัลดาลใจที่เปี่ยมล้นไปด้วย

พลังงานแห่งการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกับภูมิปรินทร์

phoom1

อะไรคือสิ่งที่ “ภูมิปรินทร์” ยึดถือ ในการทำงาน

          ถ้าอยากเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ประสบความสำเร็จ เขาบอกว่า จริงๆ มันไม่ได้มีแค่การเขียนโปรแกรมอย่างเดียว เขาแบ่ง skill ขั้นเทพของอาชีพนี้ไว้ 3 สายคือ

  1. สาย craft application การสร้างโปรดักส์ออกมาใช้งาน
  2. สาย algorithm เรื่องของกระบวนการคิด
  3. สาย soft skill การสื่อสารสู่การเป็นผู้นำ

          สาย craft application คือการสร้างแอพลิเคชั่นให้คนใช้งาน skill set ที่ใช้คือ ต้องอ่านเขียนภาษาอังกฤษเก่ง เพราะว่าเอกสารเป็นภาษาอังกฤษหมด ต้องใฝ่รู้ ต้องหาความรู้ตลอดเวลา ว่างๆ ก็หมั่นตั้งโจทย์ให้ตัวเอง เช่น ตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า เราอยากได้แอพที่เอาไว้สุ่มร้านอาหารที่อยู่ใกล้ตัว เพราะไปกินข้าวกับเพื่อนผู้หญิงแล้วเลือกไม่ได้ว่า จะกินร้านไหนดี เราตั้งโจทย์ให้ตัวเองก่อน แล้วหาเทคโนโลยีให้มาแก้ปัญหานั้นได้

          สาย algorithm พวกยุทธจักรนักคิด พวกนี้ฝึกได้จากการทำโจทย์ จะมีโจทย์ฮาร์ดคอร์ของเว็บสายอัลกอริทึม ขยันฝึกไปๆ จะช่วยลับคมกระบวนการคิดของเรา เพราะคนที่คิดแบบแรก ในสาย application จะไม่ค่อยได้ฝึกในเรื่องของอัลกอริทึม ซึ่งเป็นวิธีคิดเบื้องหลังการทำงาน อย่างตอนที่เราเปิดคอมพิวเตอร์ เรากดปุ่มเปิด แล้วมันเป็นหน้าจอขึ้นมา มันเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลัง หลายคนที่ไม่มีความรู้ด้านอัลกอริทึม อาจจะตอบยาก หรือตอบได้ไม่หมด หรือการที่เราดูยูทูปได้ลื่นไหลไม่สะดุด หรือทำไมเราถึงเล่นเฟซบุ๊กได้ลื่น พวกนี้มันมีอัลกอริทึมอะไรบ้างที่อยู่เบื้องหลัง ถ้าอยากเข้าใจอัลกอริทึมต้องฝึกทำโจทย์เยอะๆ

          สาย soft skill หลายคนอาจคิดว่าไม่สำคัญ เป็นโปรแกรมเมอร์ก็นั่งเขียนโปรแกรมไป แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพราะเวลาทำงาน เราต้องสื่อสารตลอดเวลา เราต้องคุยกับลูกค้า คุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจ ว่าเขาอยากได้อะไร ถึงจุดหนึ่งเราก็จะโตมาเป็น technical founder เป็นผู้นำธุรกิจ หรือโตมาเป็น tech lead เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี หรือโตมาเป็น CTO (Chief Technical Officer) ผู้ดูแลเทคโนโลยีของบริษัท ถึงจุดนั้นทักษะการสื่อสารของเราจะจำเป็นมาก เพราะเราต้องคุยกับคนที่เป็นลูกค้า เป็นคนที่ใช้โปรดักส์เราว่าเขาชอบไหม อะไรบ้างที่เขาไม่ชอบ ต้องคุยกับพาร์ทเนอร์ ต้องขายงานเป็น

IMG_0006

“soft skill สำคัญมาก สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ เราต้องพูดต่อหน้าคนได้ ต้องคุยกับลูกค้าได้ คือจะเป็นโปรแกรมเมอร์ที่พูดไม่รู้เรื่อง ไม่ได้แล้ว”

          เขาบอกว่า ทั้ง 3 ชุดทักษะนี้คนทำงานควรมีให้ครบเซ็ต เพราะมันเป็นเรื่องจำเป็นชั่วชีวิต แต่สามารถ balance ได้ว่าจะให้น้ำหนักกับทักษะชุดไหนมากกว่ากัน ขึ้นกับความถนัดและความชอบของเราด้วย

“คนที่มีทักษะ 1 กับทักษะ 2 แต่ไม่มีทักษะ 3 เขาจะเสกอะไรก็ได้ เข้าใจได้ทุกอย่าง แต่พูดกับใครไม่รู้เรื่อง สอนใครไม่เป็น คนที่ได้ทักษะ 1 กับทักษะ 3 ก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน เป็นคนที่เขียนเว็บได้ สร้างความคิดเป็น แต่เวลาต้องลงลึกจริงๆ เวลาเจอปัญหาในซอฟต์แวร์ของเขา เขาอาจจะอึ้งเครียดร้องไห้ไปเลย เพราะไม่รู้ว่าเบื้องหลังมันเกิดอะไรขึ้น”

เป็นเรื่องปกติที่คนๆ หนึ่งจะเก่งแต่ละด้านไม่เท่ากัน ทุกอาชีพบนโลกนี้เก่งไม่เท่ากันหมด แต่ถ้าคุณเลือกมาเป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วทักษะไหนมันอ่อนแอ จนทำมาหากินไม่ได้ คุณต้องฝึกทำโจทย์ ฝึก และก็ฝึก เพราะของแบบนี้มันฝึกกันได้ แต่ถ้าอยากเป็นสุดยอดปรมาจารย์แห่งการเขียนโค้ด คุณจำเป็นต้องมีทักษะครบชุดทั้งหมด

“คนเก่งขั้นเทพมีไม่เยอะ หลายคนจะได้แค่ 2 ทักษะ บางคนได้ soft skill + app บางคนได้ app + algorithm โปรแกรมเมอร์ทั่วโลก จะคล้ายๆ กันหมด ซึ่งมันไม่เป็นไรนะ การที่เราบอดเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าเราก็ต้องพยายามปิดจุดบอดตัวเอง ทางแก้อีกอย่างก็คือ ดึงจุดแข็งตัวเองให้เป็นประโยชน์ อย่างจุดแข็งของผมคือ ชอบค้นคว้า ชอบอ่านของใหม่ๆ ชอบเสกของ (app) ก็จะเน้นการทำ app + soft skill เป็นตัวหลักของเรา ต่อไปเราก็จะกลายเป็นคนที่ทำโปรดักส์ของตัวเองได้ ทำบริษัทของตัวเองได้ ส่วนอัลกอริทึมก็แค่ฝึกเอา”

ycc

จาก “ซอฟต์แวร์” ถึง “บู๊ทแคมป์” และ “คอมมูนิตี้”

          คุณภูมิเป็นเด็กรุ่นใหม่วัย 18 เขาอยากทำงานในโลกที่น้อยคนจะทำได้ อย่างการต่อยอดอาชีพจาก “นักพัฒนาซอฟต์แวร์” ขยายผลมาทำงาน “โปรดักส์ บู๊ทแคมป์” สร้างค่ายอบรมสำหรับเยาวชน เพื่อปูทางสู่โลกของการเขียนโค้ด และสร้าง “ชุมชนนักเขียนโปรแกรมสร้างสรรค์” เพื่อให้คนที่เขียนโค้ดเก่งๆ มาปล่อยของกัน ปัจจุบันเขาเป็นผู้ก่อตั้ง “Young Creators Camp” (YCC) หรือค่ายนักสร้างรุ่นเยาว์ เป็นงานอดิเรกที่เขาทำยามว่างเว้นจากงานประจำ และมีแพลนจะเปิดโครงการ “creator academy” สอนแนวคิดของการทำงานแบบโปรเจกต์เบส

           “ทำยังไงให้น้องไปถึงฝัน ก็คือสร้างโปรเจกต์ของตัวเองได้ เราก็จะสอนส่วนที่น้องยังไม่รู้ เหมือนสอนเป็นคลาสตามใจเขาเลย ว่าเขาอยากรู้เรื่องอะไรบ้าง และเขามีเป้าหมายในชีวิตเป็นอย่างไร เท่าที่เคยสอนมา เจอทักษะเด็ก ป.4 สูงกว่าเด็กมหาวิทยาลัย ก็เจอมาแล้ว น้องเขาเก่งกว่าผมเยอะเลย”

          แนวคิดของคุณภูมิคือ ส่งต่อเมล็ดพันธุ์ความคิดดีๆ ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และลงมือทำ เหมือนกับ ซอฟต์แวร์ โอเพนซอร์ส (ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ที่มีไลเซนส์แบบโอเพนซอร์ส) เป้าหมายของเขาไม่ใช่เพียงแค่สร้างคนรุ่นใหม่ที่เขียนโปรแกรมเก่ง แล้วไปเป็นโปรแกรมเมอร์อย่างเดียว หรือวาดรูปเก่งแล้วไปเป็น ครีเอทีฟ ดีไซเนอร์ อย่างเดียว แต่ต้องการสร้างชุมชนคนเก่งให้มีความเป็นนักสร้างสรรค์ในตัว สามารถเอาวิชาความรู้ที่มีมาแก้ปัญหาให้ตัวเอง และแก้ปัญหาให้ผู้อื่นได้ เช่น การเขียนแอพชุมชนคนเป็นโรคซึมเศร้า เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับแบ่งปันสารทุกข์สุกดิบกัน

family-outdoor-happy-happiness-160994

          ค่ายนักสร้างรุ่นเยาว์ กลุ่มเป้าหมายจะเป็นเด็ก ม.ปลาย มาสอนเด็ก ม. ปลายด้วยกัน เหมือนเพื่อนสอนเพื่อน แต่เรียนรู้หลักสูตรเดียวกันกับที่คนทำงานเรียนรู้ เช่น design thinking โดยคุณภูมิอาศัยประสบการณ์เรียนรู้ที่เคยไปเป็นพี่เลี้ยงในเวิร์กชอปต่างๆ ผสมผสานกับการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากการอ่านหนังสือ ดูยูทูป เอาเนื้อหาที่คนอื่นสอน มาย่อยให้เป็นแบบของเขาเอง เวลาที่เขาสอน เขาชอบยกตัวอย่าง ชอบใช้ story telling ชอบเปลี่ยนกิจกรรมให้กลายเป็นเกม เช่น การเรียนรู้เรื่องของ UX (User eXperience  ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ต่อการใช้งานของผู้ใช้งาน) ซึ่งค่อนข้างซับซ้อน แต่เขาก็สามารถเอามาย่อยให้เด็ก 5 ขวบสามารถเล่นเกม และเรียนรู้แนวคิดการเขียนโค้ดไปพร้อมกันได้ ผ่านเกมยกมือ เกมถามเพื่อน เอาของยากมาย่อยเป็นของง่าย ให้เด็กๆ เรียนรู้อย่างสนุก และทำความเข้าใจได้เหมือนผู้ใหญ่

kid-com

        “เวลาเด็กเล่นเกม เด็กไม่จำเป็นต้องรู้ว่า สิ่งนี้เรียกว่า restart หรือ UX แต่เขาจะเข้าใจทุกอย่างเหมือนกันหมด เข้าใจว่า การเข้าใจผู้ใช้งาน ขั้นตอนมีอะไรบ้าง หรือเด็กมัธยมเองก็จะเข้าใจเหมือนผู้ใหญ่เลยว่า การแก้ปัญหาให้คนอายุ 80 ปี กับการแก้ปัญหาให้เด็กอายุ 4 ขวบ มันต่างกัน เขาเข้าใจเรื่องของการทำ empathy map (เครื่องมือที่จะช่วยให้เข้าใจลูกค้ามากขึ้น) เข้าใจเรื่องของเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆ คือเนื้อหาเหมือนกันเป๊ะ เราแค่ทำให้เด็กสามารถเข้าใจและสนุกกับมันได้ เราเป็นเหมือนสะพานเชื่อม โลกของคนที่ทำงานมาแล้วระดับหนึ่ง กับโลกของความเป็นเด็กที่เราชอบความสนุก”

          เขาเล่าว่า ตอนนี้เทรนด์ที่ดังที่สุดในโลกซอฟแวร์คือ เรื่องของความหลากหลายและการมีส่วนร่วม (diversity and inclusivity) ในซานฟรานซิสโกช่วงนี้ จะเห็นแคมเปญส่งเสริมให้คุณแม่ลูกอ่อนมีรายได้จากการทำงานและดูแลลูกเล็กอยู่ที่บ้าน หลายคนเริ่มผันตัวเองไปทำอาชีพโปรแกรมเมอร์ เพราะเป็นไม่กี่อาชีพที่ทำงานอยู่กับบ้านแล้วได้เงิน และไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน เพราะการเขียนโปรแกรมจริงๆ แทบไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อนเลย มันอ่านเองเรียนเองได้ คุณแม่หลายคนจึงเลือกที่จะอ่านเองเรียนเอง เสร็จแล้วก็กลายมาเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ทำงานได้จริง อยู่บ้านเลี้ยงลูกได้สบาย

woman-programer

          “เดี๋ยวนี้โปรแกรมเมอร์ผู้หญิงเยอะขึ้นมาก จริงๆ โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลกก็เป็นผู้หญิง สมัยก่อนที่เริ่มมีคอมพิวเตอร์ มันไม่มีอาชีพที่เรียกว่าโปรแกรมเมอร์ ตอนนั้นเขาเอานักบัญชีหรือใครก็ได้ที่มีทักษะเก่งมากๆ ด้านคำนวณ ซึ่งตอนนั้นส่วนมากนักบัญชีเป็นผู้หญิง ยุคแรกๆ 98% ของโปรแกรมเมอร์เป็นผู้หญิงหมดเลย มันแค่กลายเป็นผู้ชายช่วงหนึ่ง ที่มีระบบการศึกษาเข้ามา มันก็เลยมีภาพของเด็กจบใหม่ที่เป็นผู้ชาย ที่ไปเรียนมหาวิทยาลัย เลยมียุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากโปรแกรมเมอร์ที่เป็นผู้หญิงก็กลายมาเป็นผู้ชาย แต่ยุคนี้เทรนด์ก็กำลังจะตีกลับ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็เป็นโปรแกรมเมอร์ได้หมด ด้วยความที่สามารถเรียนเองได้ มันไม่เหมือนการเป็นหมอ ที่ต้องเรียนเยอะ ต้องผ่านกระบวนการหลายอย่าง แต่โปรแกรมเมอร์เป็นศาสตร์ไดนามิก ต้องรู้เยอะมาก แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างพร้อมกัน มันค่อยๆ เรียนไปได้”

        อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว หลายคนคงได้เห็นภาพใหญ่ว่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นอาชีพที่น่าเรียนรู้และค้นหาจริงๆ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างทักษะให้ตัวเองได้

มุมมอง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”

          “โปรแกรมเมอร์เป็นอาชีพที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่เหมือนเราเป็นหมอ ต้องเรียนเยอะ ต้องผ่านกระบวนการหลายอย่าง แต่โปรแกรมเมอร์เป็นศาสตร์ไดนามิก ต้องรู้เยอะมาก แต่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างพร้อมกัน มันค่อยๆ เรียนไปได้

          วันแรกเราอาจจะรู้ว่า ทำเว็บให้เป็นกล่องสี่เหลี่ยมทำยังไง? วันที่สอง เราอาจจะเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นมาทีละนิดๆ มันไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างภายในครั้งเดียว ไม่เหมือนหมอ คุณต้องรู้ทุกอย่างตอนเรียนจบมาเลย ไม่อย่างนั้นวินิจฉัยผิด คนไข้ก็ตายคาเตียง แต่พอเป็นโปรแกรมเมอร์ โอเค เรารู้นิดเดียว แล้วเราก็ลองไปฝึกทำงานก่อน ลองทำงานง่ายๆ ก่อน เสร็จปุ๊ปเราก็เรียนรู้ระหว่างทำงาน มันเลยเป็นอาชีพที่อ่านเองได้ แต่ต้องขยัน เพราะเนื้อหามันเปลี่ยนเร็วมาก เป็นโปรแกรมเมอร์วันนี้ กับอีกสามปีข้างหน้า เนื้อหาก็ต่างกันเยอะแล้ว เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็ว”

YourNextU