f

Lorem ipsum dolor sit amet consectetuer

You may like:

Software Developer Career EP1

Software Developer Career EP.1

“ภูมิปรินทร์ มะโน”

เป็นมากกว่า ‘นักพัฒนาซอฟต์แวร์’

“นักพัฒนาซอฟต์แวร์” (software developer) เป็นคำเรียกขานอาชีพ ในกลุ่มเดียวกับ โปรแกรมเมอร์ (programmer) วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (software engineer) และคนเขียนโค้ด (coder) การขยายตัวอย่างรวดเร็วของโลกเทคโนโลยี ทำให้อาชีพกลุ่มนี้กลายเป็นมนุษย์ทองคำของตลาดแรงงานยุคใหม่

“YourNextU” ภายใต้การนำของสถาบันฝึกอบรม “SEAC” มีความตั้งใจจริง ที่จะนำเสนอมุมมองอันหลากหลายของบรรดาอาชีพอินเทรนด์ ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนโลกเทคโนโลยีทุกวันนี้

ภายใต้ความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ไม่ว่าโลกจะเข้าสู่ยุคสมัยใด การไม่หยุดเรียนรู้ ถือเป็นทักษะสำคัญ ที่จะทำให้คนทำงานเอาตัวรอดได้เสมอในทุกสถานการณ์

IMG_9968

สัปดาห์นี้เราได้รับเกียรติจาก คุณภูมิ “ภูมิปรินทร์ มะโน” นักพัฒนาซอฟต์แวร์ วัย 18 ปี จาก บริษัท ออมนิเวิร์ต จำกัด สตาร์ทอัพสัญชาติไทยในซิลิคอนวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

            เกือบ 2 ชั่วโมงเต็มของการสัมภาษณ์คุณภูมิ เกี่ยวกับวิธีคิดในการทำงาน เราได้เห็นแง่คิดที่เปี่ยมไปด้วยพลังของคนทำงานรุ่นใหม่ ด้วยอายุเพียง 18 ปี ทั้งยังเป็นคนเลือกที่จะปฏิเสธการเรียนต่อในระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมปลาย แต่ชั่วโมงบินในการทำงานของเขาเทียบได้ หรืออาจจะมากกว่าคนทำงานมาแล้วหลายปีเสียด้วยซ้ำ

ศึกษานอกระบบก็รับใบจบเป็นความสำเร็จได้

            คุณภูมิตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เขตสวนหลวง ตอนอยู่ ม.4 เทอม 1 ท่ามกลางเสียงห้ามปรามเซ็งแซ่ ทั้งเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์ ไม่มีใครเห็นด้วยกับการตัดสินใจลาออกกลางคันของเขา แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ที่ยึดอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ยังต้องใช้เวลาทำใจพักใหญ่ กว่าจะเห็นดีเห็นงาม

            จุดเริ่มต้นอาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ของคุณภูมิ มาจากการเล่นเกมมายคราฟ (minecraft) เกมสร้างสรรค์จินตนาการ ที่ผู้เล่นสามารถสร้างบ้าน สร้างอาวุธ ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ และเลี้ยงสัตว์ได้ เป็นเกมที่ผู้เล่นต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ในโลก 3 มิติ ที่ไม่มีใครเลยนอกจากพวกมอนสเตอร์

            จาก “เด็กเล่นเกม” อยู่ๆ ไปเขาก็อีโวลว์ (Evolve เป็นศัพท์ที่ใช้ในเกมส์ หมายถึงการพัฒนาร่าง หรือความสามารถให้เก่งขึ้น) ไปเป็น “คนเขียนโค้ด” ซะงั้น จากไอเดียที่ต้องการหลุดจากข้อจำกัดเดิมๆ ของเกมมายคราฟ “มันจะดีกว่าไหม ถ้าเราจะสร้างของใหม่ๆ ในเกมขึ้นมาใช้เอง โดยไม่ต้องสนใจข้อจำกัด” ความคิดนี้นำพาคุณภูมิให้เข้าไปขลุกอยู่กับบอร์ดชุมชนคนเขียนโค้ด แหล่งรวมโปรแกรมเมอร์มากฝีมือจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งทำให้เขามีโอกาสเพิ่มพูนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอีกทางหนึ่งด้วย

            พอเรียนรู้การเขียนโปรแกรมไปได้สักพัก เขาก็เริ่มลงสนามจริง รับจ้างเขียนเว็บไซต์ขายของแบบง่ายๆ พัฒนาการเขียนแอพลิเคชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เปลี่ยนตัวเองจาก user คือคนเล่นเกม ไปเป็น creator หรือนักออกแบบโปรแกรม

IMG_0026

            เริ่มรู้สึกตัวว่า มีเป้าหมายในชีวิตเด่นชัดแล้ว เขาไม่อยากอยู่ในกระดานหมากรุกเหมือนคนอื่น ที่พอเรียนมัธยมจบแล้ว ก็ต้องแข่งกันสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ เรียนจบแล้วก็ต้องแข่งกันต่อในโลกของการทำงาน “มันเป็นวงจรที่ทุกคนต้องอยู่กับมันไปเรื่อยๆ” ขณะที่การเขียนโปรแกรม เหมือนเป็นคาถาที่สามารถเสกอะไรขึ้นมาก็ได้ และเราก็เป็นเจ้าของมัน การเขียนโปรแกรม จึงเป็นเหมือนคำตอบของชีวิต และจิตใจของคุณภูมิ

            จุดผลักดันที่ทำให้เขาอยากหันมาเอาดีในอาชีพโปรแกรมเมอร์เต็มตัว คือการชนะเลิศการแข่งขันประกวดซอฟต์แวร์ จากค่ายอบรม “ต่อกล้าให้เติบใหญ่” โดยส่งโปรเจกต์ “FlipEd” ห้องเรียนกลับทาง เน้นการเรียนรู้แบบโปรเจกต์เบส เข้าประกวด หลังจากนั้นเขาก็เขียนโปรเจกต์ “Axi Platform” ระบบจองคิวผู้ป่วยโดยไม่ต้องไปต่อคิว และโปรเจกต์ “ปรินท์แอพ” ระบบแจ้งคิวการปรินท์งานผ่าน chat bot ในไลน์

            ปรินท์แอพ เป็นโปรดักส์เหมือน Double A Fast Print (บริการพรินต์งานออนไลน์จาก Double A) ที่ใช้แพร่หลายกันอยู่ทุกวันนี้ แนวคิดของการทำปรินท์แอพมาจากการมุ่งแก้ปัญหาปรินท์คิวยาวที่โรงเรียน มีเด็กมาปรินท์งานกันเป็นร้อยๆ คน เขาเลยเขียนโปรแกรม chat bot ขึ้นมาอันหนึ่ง สามารถส่งไฟล์งานเข้าไป แล้วโปรแกรมจะเข้าไปจัดลำดับคิวในเครื่องปรินท์ให้ว่า สะดวกรับได้ตอนไหน เมื่อใกล้ถึงเวลาปรินท์แอพก็จะส่งข้อความมาแจ้งในไลน์ว่า ใกล้ได้แล้วนะ ลงจากห้องเรียนแล้วไปรับเอกสารซะ เป็นการจัดคิวให้คนรอปรินท์งานไม่ต้องมายืนต่อคิว ปรินท์แอพนี้เขาทำส่งเข้าประกวด และได้ที่ 1 การประกวดซอฟต์แวร์ระดับประเทศ แต่หลังจากมีงานประจำ เขาก็เลยพับโครงการนี้ไป

4_code

            คุณภูมิได้งานประจำที่บริษัท ออมนิเวิร์ต จำกัด ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับโฆษณาบน Mobile Web มีสำนักงานอยู่ที่ซิลิคอนวัลเลย์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเขาใช้วุฒิ ม.3 สมัครฝึกงานกับโครงการที่เปิดรับเด็กมหาวิทยาลัย จนฝีไม้ลายมือไปเข้าตาแมวมอง และได้โกอินเตอร์ในที่สุด

          ธุรกิจโฆษณาของออมนิเวิร์ตกำลังรุ่งในอเมริกา เป็นช่วงเบ่งบานของการทำโฆษณา 3 มิติ บนเว็บ จัดเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ธุรกิจที่มีคุณค่า เพราะสามารถสร้างรายได้ให้กับลูกค้าที่มาลงโฆษณามากขึ้น เพิ่มโอกาสสร้างรายได้มากกว่าการทำโฆษณาแบบปกติ

            “อย่างบริษัทอินเตอร์แอคทีฟ ด้านประกันภัย เงินโฆษณาเขาเยอะอยู่แล้ว พอเขามาทำโฆษณากับออมนิเวิร์ต ปกติจากที่คนเคยดูโฆษณาพันคน จะมีคนไปซื้อประกันกับเขา 15 คน แต่ถ้าใช้โฆษณา 3 มิติ ที่บริษัทของผมผลิตให้ มีโอกาสเพิ่มจำนวนลูกค้าได้เป็น 10 เท่า จาก 5 คน อาจจะกลายเป็น 50 คน ด้วยเงินค่าใช้จ่ายที่เท่ากัน ลูกค้าเลยแห่กันมาทำโฆษณาแบบ 3 มิติมากขึ้น เพราะประหยัดกว่า ได้ลูกค้าเยอะกว่า ภาษาอังกฤษเรียกว่า up lift คือจากลงเงินไปเท่านี้ เคยได้ผลเท่านี้ แต่ตอนนี้มันได้ผลเยอะกว่า มีคนซื้อประกันเยอะกว่า มีคนซื้อขนมเยอะกว่า รูปแบบโฆษณาที่ออมนิเวิร์ตทำเรียกว่า immersive ad คือการสร้างโฆษณาที่ให้ผู้บริโภคเข้าไปดื่มด่ำ อยู่ในโลกของโฆษณา และโลกสามมิติ ทำให้คนที่เข้าไปเล่นแอพ มีอะไรทำมากขึ้น เช่น บางแอพก็จะทำเป็นเกม มีเกมหาชีสซ่อน สำหรับเมืองไทยโฆษณาแบบนี้ยังไม่เข้ามา น่าจะอีกนานมากกว่าจะเข้ามา เพราะบริษัทในไทยเงินที่ลงได้ยังน้อยอยู่ อาจจะยังมีมูลค่าผลตอบแทนไม่มากพอที่จะลงทุน”

5_code

การทำงานของนักพัฒนาซอฟท์แวร์ แห่งซิลิคอนวัลเลย์

            การทำงานกับออมนิเวิร์ตเป็นแบบ “การทำงานระยะไกล” (remote working) ระหว่างบริษัทออมนิเวิร์ตที่อเมริกา กับโต๊ะทำงานที่บ้านในกรุงเทพฯ หรือหลายครั้งก็เป็นโต๊ะกาแฟในร้านเงียบๆ ย่านใจกลางเมือง

            ในมุมมองของคุณภูมิแล้ว “อาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์ จะทำงานค่อนข้างชิล กว่าอาชีพอื่นเยอะ อาจเพราะเราได้โอกาสทำงานในบริษัทที่ดีด้วย อย่างบริษัทผม เขาใช้ใบสั่งงานแบบ streaming task เรียกง่ายๆ ว่าเขาจะมีงานโยนลงไปใน backlog order แล้วเราอยากทำงานอะไร เราก็หยิบมาทำได้เลย เขาจะไม่บอกว่า เราจะต้องทำงานชิ้นไหนก่อน ไม่บอกแม้แต่เดดไลน์ว่าจะเป็นวันไหน คือเราอยากทำอะไร เราก็หยิบมาทำ มันทำให้เราจัดการเวลาตัวเองได้ง่ายมาก และงานที่ไหลเข้ามา ไม่จำเป็นต้องทำทุกงาน บางงานที่มีความสำคัญต่ำ เราก็ปล่อยผ่าน หรือตัดทิ้งไปได้เลย”

            เวลาทำงานของเขาจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงไหนที่อยู่อเมริกา ทำงานที่บริษัท ก็เริ่มงาน 9 โมงครึ่ง ไปจนถึง 5 โมงเย็น แต่ช่วงไหนที่อยู่เมืองไทย ก็ทำงานระยะไกล โดยเริ่มประชุม 9 โมง ถึง 9 โมงครึ่ง แล้วก็แยกย้ายกันทำงาน

          เขาบอกว่า ปัจจุบันมีโปรแกรมเมอร์คนไทย รับงานแบบ remote working กันมากขึ้น โดยรับงานจากญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ได้เงินเดือนตามอัตราแลกเปลี่ยน อย่างกรณีของเขา ทำงานกับบริษัทลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ได้เงินเดือนเรทอเมริกา แต่ทำงานในไทย ส่วนต่างค่าครองชีพจึงเป็นเหมือนกำไรที่คุ้มค่ากับความทุ่มเท

N'phoom_monday-07

จริงไหม? โปรแกรมเมอร์ก็มีสิทธิ์ปลิดปลิวเพราะ AI

            ถึงจะเป็นอาชีพที่อยู่ในความต้องการของตลาดออนไลน์ แต่ก็ใช่ว่าโปรแกรมเมอร์จะตกงานไม่ได้ เพราะเราอยู่ในยุคที่ AI ชักจะเก่งเกินหน้าเกินตา คุณภูมิบอกว่า เป็นความจริงส่วนหนึ่งและไม่จริงส่วนหนึ่ง ส่วนที่จริงคือ โปรแกรมเมอร์ที่ทำงานส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ ที่เรียกว่า front end เป็นคนที่ทำให้หน้าตาเว็บไซต์และกราฟฟิกต่างๆ ดูมีสีสัน แต่ต่อไปก็อาจจะโดนซอฟต์แวร์ต่างๆ automated (ทำงานได้ด้วยตัวมันเอง) ได้ เพราะปัจจุบันมีโปรแกรมเมอร์หลายคนที่เขียนคำสั่ง automated ให้ AI ทำงาน บรรดา  AI ทั้งหลายก็เลยเข้ามาทำงานแทนที่โปรแกรมเมอร์ในกลุ่มที่ทำงาน front end ได้

            อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มีลักษณะงานบางอย่างที่คนในหน่วยงานอื่น สามารถมาลากๆ วางๆ แทนโปรแกรมเมอร์ได้ ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่งเพราะบางโปรแกรมอย่าง ERP ระบบการบริหารคลังสินค้าจะมี logic ที่แทบจะเหมือนๆ กัน ถึงไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ ก็สามารถทำงานนี้ได้ แต่ก็ยังมีงานลากๆ วางๆ อีกมากที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทางอย่างโปรแกรมเมอร์ ดังนั้นโดยความหมายนี้ แปลว่าโปรแกรมเมอร์อาจไม่ต้องมาทำส่วนที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา ไม่ต้องมานั่งเขียนตามคำบอก เหมือนวิชาสะกดคำ แต่อาจผันไปทำส่วนงานที่ซับซ้อนกว่า และมีคุณค่าทางธุรกิจมากกว่า

            “สรุปง่ายๆ คือ โปรแกรมเมอร์ที่ขี้เกียจ และทำแต่งานซ้ำๆ ก็ตกงานไป ส่วนโปรแกรมเมอร์ที่ทำในส่วนที่ตัวเองมี value (คุณค่า) และทำในส่วนที่สามารถ up skill (เพิ่มพูนทักษะ) ได้ ก็ไม่ตกงาน”

IMG_0022

เคล็ดลับความสำเร็จระดับนานาชาติของ “ภูมิปรินทร์”

            เคล็ดลับความสำเร็จในอาชีพตามแบบฉบับของคุณภูมิก็คือ ต้องเอาตัวเองไปอยู่กับบริษัทที่มีคุณค่าธุรกิจสูงๆ (business value) อาจจะเริ่มต้นจากขยันไปงานพบปะ meet up ของบรรดาโปรแกรมเมอร์ ไปหาคนใหญ่คนโตที่มีโอกาสจ้างงานเรา และมี power มาก เช่น พวก tech lead หรือ technical hiring manager คนจ้างงานฝั่งเทคโนโลยี ที่พร้อมจะคุยภาษาแบบโค้ดๆ เหมือนกัน

            “หลายครั้งเราสมัครงานผ่าน HR เขาอ่านแค่ประวัติการทำงาน อย่างผมถ้าเขาเห็นว่าจบแค่ ม.3 คงโยนผมทิ้งทะเล ต่างกับที่เราไปคุยกับ hiring manager คุยกับ tech lead ถ้าคุยแล้วถูกคอกัน เราก็อาจได้เงินเดือนสูงคูณ 5 เท่า ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ในสภาพแวดล้อมที่มีคนพร้อมจะจ้างเรา เวลามีประชุมวิชาการ ก็ส่งตัวเองไปเป็น speaker แล้วจะมีคนมาจีบเราเอง มา visit เป็นร้อยเลย ยิ่งพูดจบปุ๊ป พอเราบอกว่า ว่างงานอยู่ ก็จะมีคนพร้อมมาจีบ ทีนี้ล่ะ เราเรียกค่าตัวได้สูงเต็มที่เลย”

            เขาเรียกการส่องไฟ ส่งไมค์ดันตัวเองให้ขึ้นบนเวทีว่า เป็นทักษะของการเรียนรู้ในที่แจ้ง (learn in public) แทนที่จะเรียนเองรู้เองอยู่คนเดียวหน้าจอคอมพ์ เรียนเสร็จก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี เพราะไม่ได้แบ่งปันให้ใครรู้ไปด้วย แถมเราก็จะไม่รู้ว่า ไอ้สิ่งที่เราเรียนรู้อยู่นั้น มันใช่ของจริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ในที่แจ้งก็คือ เฮ้ย!!  รู้เรื่องใหม่แล้ว ไปเป็น speaker เล่าน้ำไหลไฟดับในเวทีสัมมนาดีกว่า คนอื่นเขาจะได้เรียนรู้ไปกับเราด้วย และเขาจะได้บอกเราด้วยว่า ตรงนี้เราเข้าใจผิดไปนะ หรือให้คำแนะนำที่มันใช่เลย ว่าจริงๆ ควรเขียนโค้ดแบบนี้ดีกว่านะ

8_code

            “มีแต่คนเก่งๆ มาเล่าให้เราฟังฟรี เหมือนมีโปรเฟสเซอร์นับพันคนมาสอน โดยที่เราไม่ต้องจ่ายค่าหน่วยกิต เหมือนมีคนมาตรวจการบ้านให้เราตลอดเวลา อีกอย่างหนึ่งคือ เราจะมีผู้ติดตาม มีแฟนคลับ กลายเป็นคนที่มีหน้ามีตาในสังคมโปรแกรมเมอร์ไปแบบอัตโนมัติเลย”

            เรื่องชวนเหงาของเวทีสัมมนาต่างประเทศคือ หาโปรแกรมเมอร์คนไทยไปเป็น speaker แทบไม่มี “มันเหงาเหลือเกิน มันเหงามากครับ เวลาดูวิทยากรต่างประเทศ มีแต่ อเมริกา อเมริกา และก็อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อ้าว? แล้วไทยอยู่ไหนล่ะ? ไปนอนกันหมดแล้วเหรอ? เราก็อยากกระตุ้นให้คนไทยไปพูดต่างประเทศบ้าง ไม่ต้องกลัว อย่าคิดว่าเราไม่เก่งพอ เพราะคนเป็น speaker เขาไม่ได้อยากให้เราเก่ง แต่เขาอยากให้เราเล่าเรื่องให้สนุก เล่าเรื่องให้คนฟังแล้วรู้สึก เฮ้ย! มันเจ๋งดีว่ะ มีแบบนี้ด้วยเหรอ”

            ความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาของคุณภูมิ จากเด็กติดเกม แล้วมาหลงใหลการเขียนโค้ด จนทิ้งการเรียนในระดับมัธยมปลายกลางคัน เพื่อวิ่งหาความฝัน ยิ่งทำให้ความเชื่อที่ว่า ไม่ต้องเรียนสูง ก็ร่ำรวยได้แบบ บิล เกตต์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และสตีฟ จ็อบส์ เริ่มเด่นชัดในความคิดของเด็กรุ่นใหม่ คุณภูมิมีข้อคิดที่น่าสนใจว่า การมีวุฒิการศึกษา กับการมีการศึกษา มันคนละเรื่องกัน บางคนมีวุฒิการศึกษา แต่ไม่มีการศึกษา ก็คือ เหมือนเรียนๆ ไปแต่ไม่ได้เก็บอะไรระหว่างเรียน แต่บางคนไม่ต้องมีวุฒิการศึกษา แต่ก็เรียนรู้ระหว่างการทำงาน อย่างไรก็ดี การเรียนสูงยังเป็นเรื่องจำเป็น และขึ้นอยู่กับเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน

            นับว่าเส้นทางสู่นักพัฒนาซอฟท์แวร์ที่เจิดจรัสในเวทีสากลของคุณภูมิไม่ธรรมดาเลยจริงๆ สัปดาห์หน้าเราจะได้มาล้วงเคล็ดลับแห่งมายด์เซ็ตสู่ความเป็นมืออาชีพในสายงาน และปณิธาณแห่งการส่งต่อความรู้สู่โลกกว้างของคุณภูมิ เราจะได้รู้จักเด็กรุ่นใหม่อนาคตไกลคนนี้มากขึ้น ติตตามต่อใน ep.2 ทาง YourNextU Community

YourNextU