f

Lorem ipsum dolor sit amet consectetuer

You may like:

Future Skill – Cryptocurrency Career

Future Skill – Cryptocurrency Career

“ต่อไปคนจะมีสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งในรูปแบบของเงินสด สินทรัพย์ทั่วไป เช่น บ้าน รถ รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและในอีกไม่ช้าเงินที่เราใช้ก็จะเป็นรูปแบบของดิจิทัลมากขึ้น นั่นหมายความว่าทุกคนกำลังเข้าไปสู่ระบบการเงินแบบดิจิทัล และถ้าวันนั้นมาถึงทุกคนก็จะเข้าใจสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น”
คุณคณพล จรูญโรจน์ ณ อยุธยา (COO, GMO-Z.com Cryptonomics (Thailand) co.,ltd.)

สินทรัพย์ดิจิทัล” หรือ “คริปโตเคอร์เรนซี” (digital assets/cryptocurrency) เข้ามาอยู่ในตลาดเงินเมืองไทยมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ช่วยทำให้ธุรกรรมทางการโอนเงินสะดวก รวดเร็ว ไร้พรมแดน และมีต้นทุนที่ต่ำ เป็นสินทรัพย์ที่ถูกพัฒนาบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความน่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัยสูงสุด

ปัจจุบันมีสินทรัพย์ดิจทัลในตลาดโลกมากกว่า 1,000 สกุล โดยสกุลที่ได้รับความนิยมสูงสุด และเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกคือ “บิทคอยน์” ที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 จาก Top 100 Cryptocurrencies by Market Capitalization จากการจัดอันดับของ CoinMarketCap.com มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 8,636.81 ดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงวันที่ 15 พ.ย. 2562) คิดเป็นเงินไทย 261,090.76 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 30.23 บาท อ้างอิงวันที่ 15 พ.ย. 2562)

นอกจากคริปโตเคอร์เรนซีจะได้รับความนิยมในด้านของการใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแล้ว ในแง่ของการลงทุนเก็งกำไรก็ได้รับความสนใจไม่น้อย อย่างไรก็ดี สำหรับตลาดการลงทุนเมืองไทย นักลงทุนในแวดวง คริปโตเคอร์เรนซียังจำกัดตัวอยู่ในระดับหนึ่ง ด้วยความที่ราคาของคริปโตเคอร์เรนซีมีความผันผวนตามความต้องการซื้อและความต้องการขายสูงทำให้ยากแก่การพยากรณ์และมูลค่าไม่ได้คงที่หรือมีความผันผวนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการซื้อพันธบัตรหรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

แต่ถึงกระนั้น ด้วยกระแสที่มาแรงของสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาศึกษาและลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น จนเกิดธุรกิจใหม่ขึ้นมารองรับในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่
1. ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange)
2. นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker)
3. ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer)

ภายใต้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ ของ พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มี ก.ล.ต. ทำหน้าที่กากับดูแล

หนึ่งในอาชีพที่มาพร้อมกับการขยายตัวของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีคือ อาชีพ “นักบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล คริปโตเคอร์เรนซี” ที่สามารถต่อยอดความรู้ได้จาก 2 สายงานคือ สายการเงิน และสายไอที เพราะเป็นอาชีพใหม่ที่ยังไม่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย

 

YourNextU” ภายใต้การนำของสถาบันฝึกอบรม “SEAC” มีความตั้งใจจริง

ที่จะนำเสนอมุมมองอันหลากหลายของบรรดาอาชีพอินเทรนด์ ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนโลกทุกวันนี้

ภายใต้ความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ไม่ว่าโลกจะเข้าสู่ยุคสมัยใด การไม่หยุดเรียนรู้ ถือเป็นทักษะสาคัญที่จะทำให้คนทำงานเอาตัวรอดได้เสมอในทุกสถานการณ์

K Neck8

สัปดาห์นี้เราได้รับเกียรติจาก “คุณเน็คคณพล จรูญโรจน์ ณ อยุธยา ผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการ (Chief Operation Officer : COO) บริษัท GMO-Z.com Cryptonomics (ประเทศไทย) จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลคริปโตเคอร์เรนซี” มาบอกเล่าถึงแนวโน้มของโลกการเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นแนวโน้มของทิศทางการเงินของโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย

ขยับความคิด โลกธุรกิจเปลี่ยนมุม

หลังเรียนจบปริญญาตรีทางด้านบัญชี คุณเน็คก็ได้เข้าทำงานกับบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก (Big 4) ที่บริษัท “ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด” เรียนรู้งานทุกอย่าง ทั้งทางด้านบัญชีและการเงิน โดยทำงานทางด้านการตรวจสอบบัญชีอยู่ 5 ปี โดยในระหว่างการทำงานก็ได้เรียนปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ พร้อมกับย้ายมาทำงานในด้านของที่ปรึกษาทางการบัญชีและการเงินในบริษัทเดียวกันต่ออีก 7 ปี รวมแล้วใช้เวลา 12 ปีกับการทำงานที่บริษัทนี้

“ผมทำงานที่ดีลอยท์มา 12 ปี สิ่งที่ผมได้มากกว่าความรู้ที่เรียนจบมาคือ ประสบการณ์ที่มากคุณค่าจากบรรดาผู้บริหารโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงในแต่ละองค์กร ในทุกครั้งที่ผมได้เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหาร เราจะได้เห็นมุมมองของการทาธุรกิจ ทิศทางการขับเคลื่อนองค์กร มุมมองในการปรับกลยุทธ์องค์กรให้เข้ากับบริบทต่างๆของโลก โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้ต่างๆ ที่มาปรับใช้เพื่อทำให้ธุรกิจไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ซึ่งเป็นคุณค่าที่หาไม่ได้ในตาราเรียนใดๆ”

ถึงวันหนึ่งเขาก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ชีวิตนี้เขาอยากจะเป็นอะไร และอยากจะทำอะไรต่อไป โดยประเมินจาก 3 องค์ประกอบหลักคือ 1. ความรู้ที่มี 2. ประสบการณ์ที่ได้ และ 3. สิ่งที่อยากเป็น

คำตอบที่ได้คือ เขาอยากทำงานในองค์กรที่เป็นเทคโนโลยีด้านการเงิน (Fin Tech) ที่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ผ่านกระบวนการเทคโนโลยี และในขณะเดียวกันก็อยากแบ่งปันเวลาส่วนหนึ่งทำงานเพื่อสังคม ซึ่งหลังจากที่เขาตอบโจทย์ตัวเองได้สำเร็จ จึงได้มาร่วมงานกับ บริษัท GMO-Z.com Cryptonomics (Thailand) Co.,Ltd. และก็ใช้เวลาว่างไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนการบัญชีและการเงินในบางมหาวิทยาลัย

คุณเน็คเป็นคนทำงานสายการเงิน ที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ระหว่างการบริหารจัดการการเงินแบบดั้งเดิม กับโลกของการเงินยุคใหม่ ที่แปลงร่างจาก “กระดาษ” และ “โลหะ” ไปเป็น “ดิจิทัล” มองเห็นพัฒนาการของตลาดเงินและตลาดทุน ตั้งแต่เป็นกระดาษเปื้อนหมึก จนถึงยุคของการซื้อขายหุ้นบนมือถือ การกระโดดเข้ามาทำงานที่เกี่ยวกับการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล สำหรับคุณเน็คแล้ว นี่คือการก้าวข้ามมาอีกยุคหนึ่งของโลกการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลง

K Neck10

“การทำงานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเรื่องของการเปลี่ยนมุมมองและความเข้าใจ จากชุดความคิดหนึ่ง มาอีกชุดความคิดหนึ่ง โดยเฉพาะมุมมองด้านการเงินและด้านไอที ขอเพียงแค่เปลี่ยนมุมมองการมองโลกและพร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเข้าใจ แค่นี้ก็จะทำงานต่อไปได้อย่างสนุก”

หมุนเหรียญคริปโตในโลกการค้าดิจิทัล

คริปโตเคอร์เรนซีเป็นโลกเสรีของการค้าดิจิทัล ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก ก็สามารถเข้ารหัสไปทำการซื้อขายได้หมด การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ เพียงแค่หาดีมานด์กับซัพพลายให้เจอ ก็ตกลงซื้อขายได้

ขณะเดียวกันก็ยังเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญ ที่ช่วยกอบกู้ประเทศให้ก้าวข้ามจากวิกฤตทางการเงินในโลกแห่งความเป็นจริง

“ยกตัวอย่างกรณีของประเทศเวเนซุเอลา ที่ผ่านมาประสบปัญหาค่าเงินตกต่ำจนแทบไม่มีค่า แล้วผู้นำประเทศทำอย่างไร ก็ออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเองออกมา ซึ่งมีความเสถียรมากกว่าเงินจริงๆ ของประเทศเสียอีก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของการถือเงินดิจิทัล ที่ผู้คนให้ค่ามากกว่าเงินกระดาษ”

คุณเน็คอธิบายว่า การเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลมีการซื้อขายเหมือนกับการเทรดหุ้น แต่เงินดิจิทัลมีความคล่องตัวสูงกว่า เพราะเทรดได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เขายกตัวอย่างการซื้อสินค้าที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยชำระเป็นเงินดิจิทัล ใช้เวลาเพียง 2 วินาที ก็สามารถโอนเงินบิทคอยน์ที่จานวน 0.023077 ที่มีมูลค่าเท่ากับเงินประมาณ 6,000 บาทให้กับร้านค้าได้แล้ว และจะเสียค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 0.1% ของมูลค่าสินค้าเท่านั้น ในขณะที่ถ้าเป็นระบบการชำระเงินแบบปกติ จะต้องชำระค่าสินค้า 6,000 บาท ผ่านระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า SWIFT และเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกประมาณ 1,300 บาท และใช้เวลาทำธุรกรรมไม่น้อยกว่า 10 นาที ดังนั้นการทำธุรกรรมผ่านคริปโตเคอร์เรนซีทำให้การโอนเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้น

กลางปี 2562 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กประกาศจัดตั้ง “สกุลเงินลิบรา” (libra) เป็นของตัวเอง โดยร่วมกับกลุ่ม G7 (สหรัฐ แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี และญี่ปุ่น) และบรรดาพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีและการเงิน โดยเฟซบุ๊กยืนยันว่าลิบราสามารถใช้ทดแทนเงินในโลกจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดข้อจำกัดลงหลายอย่างที่เงินจริงทำไม่ได้ ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญของเฟซบุ๊กที่ต้องการให้สินทรัพย์ดิจิทัลได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว

อย่างไรก็ดี ไม่ทันข้ามปี พอเข้าสู่ปลายปี 2562 กลุ่ม G7 และพันธมิตรที่ร่วมกันก่อตั้งอิสระใหม่ทางการเงินในโลกเสมือนลิบรา ต่างก็ประกาศถอนตัวอย่างต่อเนื่อง โดยให้เหตุผลว่าเงินดิจิทัลที่มีเสถียรภาพแบบเดียวกับสกุลเงินลิบรายังไม่ควรปล่อยให้มีจนกว่าลิบราจะมีความชัดเจน รัดกุม และมีแนวทางแก้ไขความเสี่ยงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนทำให้ระบบการเงินของโลกปั่นป่วน

ถึงกระนั้นเฟซบุ๊กก็ไม่ละความพยายาม ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อกับกลุ่มพันธมิตรที่เหลือ โดยมีกำหนดจะเปิดตัวลิบราในราวกลางปี 2563

“เฟซบุ๊กเขาต้องการให้มีอะไรเป็นของเขาสักอย่างหนึ่ง ที่มันเสถียร และมีระบบชำระเงินที่ไม่ต้องผันแปรตามเงินสกุลหลักของแต่ละประเทศ มองว่าเฟซบุ๊กไม่ได้มองเรื่องกำไร แต่มองในเรื่องของระบบการเทรด และธุรกรรมการเงินที่สะดวกรวดเร็วเป็นเป้าหมายหลัก”

ปัจจุบันมีนักลงทุนไม่น้อยกว่า 70-80% ที่นิยมเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ส่วนที่เหลือเป็นการส่งเงินโอนเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ในอนาคตเมื่อทุกคนวิ่งเข้าสู่ดิจิทัลแพลทฟอร์มเต็มรูปแบบ คุณเน็คมองว่าการเก็งกำไรจะน้อยลง เพราะราคาของแต่ละเหรียญจะมีความผันผวนลดลง คนจะเริ่มใช้เหรียญคริปโตเหมือนเงินในชีวิตประจำวันมากขึ้น คาดว่าจะเห็นแนวโน้มนี้ภายใน 5 ปีจากนี้

“ต่อไปคนจะมีสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งในรูปแบบของเงินสด สินทรัพย์ทั่วไป เช่น บ้าน รถ รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลและในอีกไม่ช้าเงินที่เราใช้ก็จะเป็นรูปแบบของดิจิทัลมากขึ้น นั่นหมายความว่าทุกคนกำลังเข้าไปสู่ระบบการเงินแบบดิจิทัล และถ้าวันนั้นมาถึงทุกคนก็จะเข้าใจสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น”

หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงมีความกังวลอยู่ลึกๆ ว่า คริปโตเคอร์เรนซีอาจถูกใช้ไปเป็นช่องทางการฟอกเงิน แต่จริงๆ แล้วการถือกำเนิดของสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเพียงแค่อีกรูปแบบการลงทุน เหมือนการเทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงแต่ว่าความเข้าใจ ความรู้ของคริปโตเคอร์เรนซียังมีไม่มากเท่ากับตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่อยู่มานานกว่า

ทักษะในอาชีพให้คนทางานได้ไปต่อ

ถึงแม้ว่าคริปโตเคอร์เรนซีจะนำการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันมาสู่โลกของการลงทุน แต่คุณเน็คก็มองว่า สิ่งนี้เป็นโอกาสมากกว่าไปทำลาย เพราะเป็นเพียงแค่การเพิ่มช่องทางการลงทุน แต่ไม่ได้ไปกวาดล้างนักลงทุน ที่ยังมีเสรีภาพในการเลือกลงทุนในหุ้น ในกองทุน หรือในคริปโตเคอร์เรนซี ที่ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่แตกต่างกันไป

ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ไปทำลายคนทำงานด้านการเงิน เพราะยังต้องใช้พื้นฐานความรู้เดิมที่มี เพียงแต่เพิ่มเติมทักษะความเข้าใจด้านไอทีเข้าไป และปรับเปลี่ยนวิธีคิดว่า คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเพียงแค่หนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน สำหรับโลกการเงินและการลงทุนยุคใหม่ ที่คนทำงานในสายนี้ต้องตามให้ทัน

ค่าตอบแทนในวิชาชีพ นักบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล ถ้าจบใหม่จะสตาร์ทอยู่ในราว 20,000 บาท ถ้าทางานมีประสบการณ์ 3-5 ปี เงินเดือนจะขยับเพิ่มขึ้นอีกทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทักษะเป็นสำคัญว่ามีความชำนาญด้านไหน เช่น ถ้าจบด้านการเงินก็ต้องมีความรู้ในเรื่องของตลาดเงินและตลาดทุน ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัล และกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญมาก ถ้าจบด้านไอที มีแนวโน้มว่าจะได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าการเงิน เพราะเป็นสายนักพัฒนาระบบ ต้องเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจโดยเฉพาะด้าน IT security เนื่องจากเป็นหัวใจสาคัญที่สุดของการดำเนินธุรกิจประเภทนี้

“คุณค่าของงานและค่าตอบแทน ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำงานในด้านใด ถ้าหากคุณทำด้านการเงิน ทำได้เพียงแต่รับคำสั่งซื้อหรือขายเงินสกุลดิจิทัล ค่าตอบแทนก็ไม่สูง เพราะไม่มีมูลค่าเพิ่มในงานนั้นแต่ถ้าคุณมีความรู้เรื่องการบริหารความเสี่ยงและสภาพคล่องเพื่อบริหารสินทรัพย์ดิจิทัล ก็จะสามารถไปต่อได้อีกไกล ถ้าหากมาจากสายงานด้านไอที ที่ทำได้เพียงซ่อมคอมพ์ เปลี่ยนเมนบอร์ด คุณก็จะไม่โตไปไหน แต่ถ้าเป็นด้านไอทีที่มีความรู้ด้าน IT Security สามารถพัฒนาระบบและสามารถสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในเชิงธุรกิจ ก็ยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น”

อย่างไรก็ดี คนที่เรียนจบในสายงานการเงินและไอที หากอยากจะทำงานด้านคริปโตเคอร์เรนซีได้ ต้องเพิ่มทักษะด้านการเรียนรู้และการเข้าใจธุรกิจ เพราะวิชาชีพนี้มันต่อยอดได้อีกไกล เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยิ่งในอนาคตเมื่อทุกคนอยู่ในระบบของสินทรัพย์ดิจิทัล อาชีพนี้จะแตกแขนงและทำอะไรได้อีกเยอะมาก

“คนที่จะเข้ามาอยู่ในสายงานด้านนี้ คุณต้องถามตัวเองว่า จะปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่งได้หรือไม่ และกล้าที่จะผลักดันตัวเองออกมาจาก safe zone ได้หรือเปล่า เนื่องจากเป็นอาชีพที่อยู่กับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าคุณอยู่กับเรื่องเดิมๆ ทุกวันจนชิน คิดว่าสบายแล้ว อาชีพนี้ก็จะไม่ตอบโจทย์ แต่ถ้าคุณบอกเบื่อแล้วกับงานประจำที่ทำ แล้วอยากค้นหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา อาชีพให้คาตอบคุณได้” เขาย้ำ

มุมมอง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”

“ถ้าคุณเป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้ตลอดเวลา พร้อมจะเติมเต็มความรู้และพร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆ รอบตัว คุณจะอยู่ในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ได้อย่างสบายเลย”

ต้นทุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก ถูกพอๆ กับค่าธรรมเนียมบิทคอยน์ แทนที่จะเสียเวลาเล่นไลน์ หรืออ่านดราม่าดาราในเฟซบุ๊ก ให้ลองค้นหาความรู้ดีๆ ในอาชีพที่เราทำ หรือพยายามเข้าใจเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลก เพื่อไม่ให้เราถูกโลกเปลี่ยน

“ตอนนี้อินเทอร์เน็ตมีความรู้หมดทุกอย่าง และแนะนำให้หาความรู้ทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับงานที่ทำเพราะในอนาคตเราไม่สามารถหนีเทคโนโลยีได้พ้น ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามามีบทบาทมากในระบบการเงิน ดังนั้นเราต้อง more focus และแน่วแน่ในเป้าหมายที่เราจะไป”

YourNextU