f

Lorem ipsum dolor sit amet consectetuer

You may like:

Blog

มาค้นหาคำตอบของการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดของ lifelong learning คืออะไรและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างไรบ้างในเรื่องของการเรียนและการทำงานในทุกวันนี้

บางครั้ง การทำโปรเจคก็อาจไม่ได้ดั่งใจเราทุกอย่าง ถ้ามองด้วยโมเดล project management triangle งบประมาณ คุณภาพของงาน และความเร็ว ทุกสิ่งมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ project manager ที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญ ว่าสิ่งไหนมาก่อนหลัง

เพราะเป็นหัวหน้าจึงเหนื่อย วิธีพัฒนาตัวเอง พร้อมตัวช่วยสำหรับ manager หน้าเก่าและมือใหม่ จะมีอะไรที่ช่วยให้การปรับตัวง่ายขึ้นได้บ้าง 

จะเก่งแค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่า MINDSET ที่ดี ที่ช่วยต่อยอดความเก่งไปได้อีกไกล โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะในแง่เทคโนโลยี และโครงสร้างทางธุรกิจ การมี GROWTH MINDSET MINDSET จะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จในการทำงาน ให้คุณพัฒนาตัวเองต่อไปได้เรื่อยๆ แม้ในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

เรียน Design Thinking ในประเทศไทย ที่ไหนดีที่สุด? จะเรียนทั้งทีต้องหลักสูตรลิขสิทธิ์ พร้อม certificate จาก Stanford Center for Professional Development เมื่อเรียนครบทั้งหลักสูตร

สำหรับการทำงานในยุคใหม่ AQ ก็คือความสามารถในการปรับตัวเพื่อให้ตอบโจทย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในโลกของธุรกิจได้ทัน ด้วยเหตุผลนี้ คนที่มี “ทักษะ” AQ จึงกลายเป็นคนที่มีข้อได้เปรียบในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเรียกได้ว่าทักษะนี้ คือ หนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จในการทำงานแห่งโลกอนาคตเลยก็ว่าได้

การเริ่มต้นธรุกิจใหม่เป็นทั้งเรื่องท้าทายและมีความเสี่ยงเสมอ หากไม่ระวัง เจ้าของธุรกิจมือใหม่อาจเผลอเอาเวลาและทุนทั้งหมดทุ่มลงไปในครั้งเดียว การมีแผนธุรกิจที่เป็นรูปเป็นร่าง โดยมีทั้งผลประกอบการที่ตั้งเป้าไว้ รวมถึงเป้าหมายอื่นที่อยากไปให้ถึง คือก้าวแรกที่ดีที่สุด

โลกอนาคตมาถึงแล้ว อยู่เฉยๆ เท่ากับนับถอยหลัง มาดูเทรนด์ของตลาดงานไปจนถึงปี 2022 เพื่อเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้

Blog June 26, 2019 Agile Mindset FB_Agile Mindset เพราะ teamwork เกิดขึ้นได้ด้วย team player การทำงานแบบ agile ที่ถูกต้องและได้ผล จึงต้องเริ่มจากการปลูกฝัง mindset ให้ทีมงาน การทำงานแบบ agile จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ถ้าหากคนในองค์กรไม่มีความตั้งใจและเต็มใจที่ร่วมมือกัน

        Kodak ธุรกิจที่ครองตลาดกล้องฟิลม์อย่างยาวนาน ไม่น่าเชื่อว่า Kodak แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่ลงทุนกับระบบภาพถ่ายดิจิทัล แต่เพราะติดกับดักกำไรขาดทุน ทำให้ไม่ได้โฟกัสกับนวัตกรรมใหม่ จนถูกคู่แข่งแซงหน้าไป Google Glass หนึ่งในนวัตกรรมจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ และผู้คนให้ความสนใจอย่างมากด้วยเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นว่าผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่นี้ ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริงให้ลูกค้า ทำให้ product นี้หายไปในที่สุด       Intel บริษัทที่ครองตลาด processor อย่าง Intel เกือบจะได้เป็นรายแรกที่นำนวัตกรรม tablet ออกสู่ตลาดผู้บริโภค แต่ด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ Intel จึงไม่ได้ลงทุนพัฒนาอย่างจริงจัง และไม่เคยทำออกมาขาย การไม่กล้าลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่ค้นพบ ทำให้พลาดโอกาสในเปิดตลาดใหม่ไปอย่างน่าเสียดาย     Blockbuster ร้านเช่าวิดีโอในตำนานที่มีสาขาทั่วโลกนับพันและพนักงานนับหมื่นคน พลาดที่จุดไหน? ก่อนจะถูกหนึ่งในบริการ disruption ที่ดังที่สุดในโลกอย่าง Netflix เข้ามา disrupt Blockbuster มีความพยายามที่จะปรับตัวและลงทุนเพื่อรับมือกับธุรกิจและพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ แต่เพราะผู้บริหาร ไม่มีความสามารถในการ execute กลยุทธ์นั้นได้ท่ามกลางการเมืองภายใน ทำให้สุดท้ายกลายเป็นแค่ตำนานในที่สุด     Polaroid กล้องฟิลม์แบบ instant สุดคลาสสิคที่ครอง niche market หรือตลาดเฉพาะกลุ่มนี้อยู่นาน แต่ด้วยความที่มีจุดแข็งจุดเดียว และยึดติดกับความสำเร็จเดิมจึงพลาดโอกาสในการลองตลาดใหม่ๆ เช่นตลาดดิจิทัล Polaroid เพิ่งได้ brand กลับคืนมาไม่นาน และยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มเล็กๆ

  ปัจจัยที่ทำให้กระทบจิตใจได้ง่ายขึ้น   พูดที่ไหน คนฟังรู้ตัวรึเปล่า? - บ่อยครั้งที่การให้ feedback ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างถูกกาละเทศะ ไม่ใช่ทุกที่ทุกสถานการณ์จะเหมาะกับการคอมเมนต์ หากเกิดในที่ประชุม พูดในที่ที่ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ยิน หรือไม่มีการนัดอย่างเป็นทางการ จะทำให้ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะผู้ฟังจะรู้สึกอับอาย และอาจจะปิดไม่ยอมรับฟังไปเลย แทนที่จะพร้อมรับฟังเพื่อปรับปรุง   คอมเมนต์นั้นรุนแรงแค่ไหน - critical feedback หรือคำติ พูดเบาๆ ก็เจ็บได้ แต่ถ้าพูดตรงมากเกินไป หรือพูดแรง เช่น ขึ้นเสียง หรือใช้คำไม่สุภาพ ปราศจากเทคนิคหรือชั้นเชิงในการให้ feedback ล่ะก็ จากการติเพื่อก่อ จะฟังดูรุนแรงกว่าความเป็นจริง จนเหมือนการตำหนิตัวบุคคลแทนที่จะเป็นการวิจารณ์การงาน เคสนี้บอกได้เลยว่า มีแต่เสียกับเสียทั้งผู้พูดและผู้ฟัง   ขั้นตอนการฟังให้ได้ประโยชน์   ดึงสติ หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ให้ตัวเองรู้สึกว่ายังอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยอยู่ และเป็นการเตือนสติว่าเราไม่จำเป็นต้องตั้งการ์ดเพื่อเตรียมรบ เราจับความรู้สึกตัวเองทันมั้ย ว่าเรารู้สึกเสียใจ กลัว อับอาย หรือขายหน้า เพราะถ้าไม่ควบคุม ความรู้สึกเหล่านี้จะกลายเป็นความโกรธ อยากตอบโต้ หรือกลัวจนเกินสถานการณ์จริง  แต่ละคนอาจมีวิธีช่วยในการดึงสติต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้ คือ การนึกถึงความเป็นจริงที่ทำให้เราสบายใจขึ้น เช่น “คราวนี้ฉันอาจจะทำพลาดจริง แต่ไม่ได้แปลว่าฉันจะพลาดอีกทุกครั้ง”   ทำความเข้าใจ ลองตั้งข้อสงสัย หัดถามคำถามเชิงสร้างสรรค์ และขอตัวอย่างหาก feedback ที่ได้รับไม่ชัดเจน สิ่งสำคัญคือต้องตั้งใจ “ฟัง” อย่าจดจ่อกับความคิดที่ว่า

"อิคิไก" หรือหลักปรัชญาการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น ถือเป็นหลักสูตรเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและมีความสุข มีความพอใจอย่างเรียบง่ายกับสิ่งที่ทำและสร้างแรงบันดาลใจให้เราค้นหาความหมายของชีวิต โดย “เหตุผลในการมีชีวิตอยู่” ตามหลักปรัชญาอิคิไก ต้องมีองค์ประกอบครบดังนี้ สิ่งที่รัก สิ่งที่ใส่ใจ สิ่งที่โลกต้องการ สิ่งที่สร้างรายได้ ถ้าเรามองอิคิไก เป็นโจทย์หรือเป้าหมายในการทำงาน คือ ได้ทำงานที่เรารักและถนัด โดยได้ใช้ความรู้ความสามารถในสิ่งที่เป็นที่ต้องการในธุรกิจ และให้การทำงานในทุกวันมีความหมายในระยะยาว เราสามารถพัฒนาตนเองในด้านใดบ้างเพื่อให้ไปถึงจุดนี้ ก่อนอื่น จะรู้ว่าเรารักที่จะทำอะไรต้องเริ่มต้นจากตัวเอง ผู้ที่มี Self-leadership จะได้เปรียบในข้อนี้ เมื่อชีวิตอยู่ในมือเรา เราย่อมสามารถออกแบบอนาคตได้ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองในการทำสิ่งต่างๆ ลองศึกษาหลักสูตรการสร้างแรงบันดาลใจและลองลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่การค้นพบสิ่งที่ชอบได้เร็วยิ่งขึ้น และยังมีแรงผลักดันที่จะทำในสิ่งนั้นด้วยความตั้งใจเต็มที่ หากยังรู้สึกว่าขาดแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆ การเข้าอบรมเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจก็ถือเป็นตัวช่วยอีกหนึ่งทางที่สามารถทำให้เราริเริ่มในการค้นหาความหมายของชีวิตหรือสิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงได้อย่างง่ายขึ้น เมื่อพบสิ่งที่เราถนัดและใส่ใจที่จะทำแล้ว สิ่งต่อมาที่จะต้องเจอไม่ว่าทำอาชีพอะไร ก็คืออุปสรรคที่จะเข้ามาทำให้เราเกิดความเหนื่อยล้าหรือท้อใจที่จะทำสิ่งนั้น เพราะการจะทำอะไรสักอย่างจนเกิดความชำนาญและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ต้องอาศัยเวลาและความอดทน สิ่งที่จะช่วยสร้างพลังให้เราไปต่อได้ คือ Growth Mindset ซึ่งเป็นหนึ่งใน Workshop สร้างแรงบันดาลใจที่ทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่ขาด และเข้าใจวิธีพัฒนาทักษะเพิ่มเติมเพื่อให้ไปถึงจุดที่ต้องการได้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่เราทำ คือสิ่งที่โลกต้องการ วิธีคิดแบบ Design Thinking หรือกระบวนการสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ โดยพิสูจน์มาแล้วทั่วโลกว่าการยึดความต้องการหรือการแก้ปัญหาของลูกค้าเป็นหลัก คือแนวทางการสร้างสินค้าหรือบริการที่จะประสบความสำเร็จ ที่ไม่ได้เพียงแค่ทำให้เรามีความสุข แต่ยังทำให้ลูกค้าหรือผู้ที่ใช้บริการได้ความสุขและความพอใจเช่นกัน หลักปรัชญาที่พาไปค้นพบความหมายของชีวิตอาจดูเป็นสิ่งจับต้องยาก แต่เมื่อมองเป็นจุดหมายในการพัฒนาตัวเอง การทำให้เป้าหมายเป็นจริงก็ไม่ไกลเกินการวางแผนและพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ที่มาเนื้อหา Ikigai จาก: https://medium.com/better-humans

การได้เลื่อนขั้นเป็นเรื่องน่ายินดี และควรค่าแก่การฉลอง แต่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ก็หมายความถึงภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงต้องมีวิธีวางตัวและเตรียมใจจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำการบ้านไว้ให้พร้อมด้วย 6 ขั้นตอนสร้างความมั่นใจ หลังได้เลื่อนตำแหน่ง 1. ต้องมั่นใจเข้าไว้ การที่คุณได้โปรโมท ย่อมหมายความว่าความสามารถหรือผลงานของคุณพัฒนาถึงจุดที่จะไปต่ออีกขั้นได้แล้ว เพราะฉะนั้นขอให้มั่นใจไว้ก่อนว่าคุณมีศักยภาพที่จะทำหน้าที่นี้ แต่ถ้าคุณตื่นเต้นจนถึงขั้นกังวล ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกหวั่นๆ หรือไม่มั่นใจ เมื่อคุณได้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าเป็นครั้งแรก ควรมีความมั่นใจที่พอดี อย่าเพิ่งรีบร้อนพยายามพิสูจน์ตัวเองมากเกิน ไม่อย่างนั้นนอกจากคุณจะเครียดแล้วยังทำให้ลูกทีมเครียดตามไปด้วย 2. ลุยงานอย่างมืออาชีพ ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ต้องมี แต่ความพอดีก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้ามั่นใจเกินหน้าเกินตา รีบสวมบทบาทหัวหน้า สั่งงาน จัดการทุกอย่าง โดยแทบไม่ฟังทีม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณคือมือใหม่ที่ยังวางตัวไม่เป็น ทางที่ถูกคือ ทำงานด้วยความมั่นใจ และใช้ความรู้และประสบกาณ์ที่มีอย่างเต็มที่ โดยที่ยังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทีมและเพื่อนร่วมงานได้ วิธีนี้จะทำให้คนอื่นอยากร่วมงานกับคุณในฐานะหัวหน้า และให้การทำงานในตำแหน่งใหม่ราบรื่นขึ้น 3. ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน ด้วยความที่ใหม่กับตำแหน่ง สิ่งแรกๆที่ควรเริ่มทำคือเริ่มทำความรู้จักกับคนหลายๆ กลุ่ม ที่เราจะต้องร่วมงานด้วย ซึ่งก็สามารถทำได้หลายวิธี นอกจากการคุย 1:1 ที่ออกจะดูเป็นทางการสักหน่อย อาจจะเลือกใช้ควบคู่ไปกับการพูดคุยในสถานการณ์สบายๆ เป็นธรรมชาติ เช่น ชวนไปดื่มกาแฟ กินมื้อเที่ยง เพื่อจะได้เข้าใจความคิดและมุมมองของแต่ละฝ่ายได้ดีกว่าเดิมในเวลาที่สั้นลง 4. ทำความเข้าใจวิธีการทำงานของทีม ในฐานะหัวหน้า หัวใจหลักของการนำทีมคือความเข้าใจวิธีการทำงานของทีม เริ่มจาการสังเกตและเก็บรายละเอียดแต่ละคนในทีมเวลาทำงาน และเวลาที่ทำงานด้วยกันก่อน เมื่อพอรู้จังหวะการทำงานแล้ว ค่อยๆ เริ่มสเต็ปไปทำหน้าที่หัวหน้าแบบมีข้อมูล รู้จังหวะการสื่อสาร ต้องคุยกับใครแบบไหน เรื่องอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษ 5. อย่ารีบร้อนออกตัวแรง อย่าเพิ่งเข้าไปสั่งการทันทีที่รับมง คุณอาจจะกำลังไฟแรง ร้อนวิชาอยากจะทำหน้าที่ทันทีที่เริ่มประชุมครั้งแรก และอยากจะประกาศให้ทีมรู้ว่าคุณวาดภาพทีมในอุดมคติไว้อย่างไร

1. ประเมินสกิลที่มีในปัจจุบัน สเต็ปแรกในการ reskill คือการประเมินความสามารถในปัจจุบันของเราก่อน ว่าสกิลไหนยังไปต่อได้สบายๆ สกิลไหนต้องจำเป็นต้องใช้ แล้วต้องปัดฝุ่นหรือเรียนรู้เพิ่มเติม การเข้าใจระดับความสามารถของตัวเองจะช่วยบอกคุณได้เป็นอย่างดีว่า คุณพร้อมแค่ไหนสำหรับเป้าหมายที่ตั้งไว้้   2. วางแผนและผลที่ต้องการให้ชัดเจน เมื่อตั้งใจจะรีสกิลแล้ว สิ่งสำคัญคือการวางแผนเพื่อให้ไปได้ถึงเป้า โดยเฉพาะใครที่กำลังมองหาช่องทางและโอกาสในการขยับขยาย เปลี่ยนงาน หรือเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งวางแผนมาดีขาดสกิลอะไร ต้องเสริมอะไร หัวข้อไหนจำเป็นมากน้อยกว่ากัน รายละเอียดจะยิ่งทำให้ภาพสำเร็จชัดยิ่งขึ้น   3. ค้นคว้าและเลือกวิธีเรียนรู้สิ่งที่ขาด วิธีอัพสกิลหรือช่องทางการเรียนรู้ในปัจจุบันมีมากมาย ถ้าทำการค้นคว้าให้ดีๆ เราจะพบว่าการลงทุนเพื่อการเรียนรู้ ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เวลาหรือเงินจำนวนมากอย่างที่หลายคนกลัว ถ้าข้อมูลแน่นซะอย่างและรู้จักเปรียบเทียบให้เป็นว่าการเรียนแบบไหนที่ตอบโจทย์ บางสิ่งอาจจะสามารถเรียนรู้ได้จากอ่านหนังสือหรือศึกษาออนไลน์ด้วยตัวเอง ในขณะที่หัวข้อที่ซับซ้อนกว่า ควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำได้เมื่อคุณเกิดคำถามหรือไม่แน่ใจ 4. ฝึก

การเปลี่ยนแปลง หลายๆ ครั้งเป็นเรื่องน่ากลัว โดยเฉพาะกับธุรกิจที่อยู่ตัวมานาน เมื่อถูก disrupt โดยไม่ทันตั้งตัว mindset ที่พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง และมีความยืดหยุ่น จะช่วยเพิ่มความเร็วในการปรับตัว อย่ายึดติดกับความสำเร็จ หรือวิธีการที่ใช้ได้ผลในอดีต และทำใจให้พร้อมเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเสมอ ติดตามขาวสารและเทรนด์ต่างๆ อย่าให้คลาดสายตา

  อะไรเอ่ย ถามแล้วบอสรัก? 6 สิ่งที่ควรถามนาย เพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น อยากชวนนายคุยอย่างมีสาระ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ลอง 6 คำถามนี้ดู 1. เรื่องงานตอนนี้กังวลอะไรอยู่บ้าง? นี่คือคำถามที่จะทำให้รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับหัวหน้าของเรา เพราะเป้าหมายและอุปสรรคของหัวหน้า เป็นสิ่งที่คุณควรรู้ไว้ จะได้ซัพพอร์ตได้ถูกจุด เช่น ถ้าคุณรู้ว่าหัวหน้ากำลังสร้างทีม และคุณรู้จักคนที่คุณสมบัติเหมาะพอดี คุณก็สามารถแนะนำคนได้ทันที หรือถ้าวันไหนคุณมีโปรเจคที่กำลังทำอยู่ และอยากให้หัวหน้าคุณช่วยดัน คุณก็มีข้อมูลที่จะไปคุยกับหัวหน้าในมุมที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายได้ด้วย 2. พฤติกรรมอะไรที่ไม่ชอบเลยถ้าเจอในที่ทำงาน? ประเด็นนี้ พอทำงานด้วยกันไปนานๆก็จะเห็น แต่ถ้ารู้ก่อนก็ย่อมดีกว่า เพราะนั่นหมายความว่า คุณสามารถลี่ยงทำพฤติกรรมที่หัวหน้ารังเกียจได้โดยไม่ต้องมารอลุ้นลองผิดลองถูก ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าบางคนทนไม่ได้ ถ้าลูกทีมเขียนอีเมล์ผิดๆ ถูกๆ หรือส่งรายงานไม่เรียบร้อยในจุดเล็กๆ น้อยๆ เรื่องแบบนี้รู้ไว้ก่อนจะช่วยให้คุณไม่ต้องปวดหัวเวลานายมาเม้งที่หลังได้ 3. เป็นคนแอคทีฟกลางวันหรือกลางคืน? คนแต่ละคนก็มีช่วงพีค ที่ทำงานได้ไว และมีสมาธิที่สุดในแต่ละวันไม่เหมือนกัน ถ้าหัวหน้าคุณเป็นประเภทที่พีคสายหน่อย ตอนเช้าๆ (โดยเฉพาะถ้ายังไม่ได้กาแฟแก้วแรก) ก็อาจจะไม่ควรเข้าไปหาด้วยเรื่องไม่ดี ไม่งั้นคุณเองอาจจะงานเข้าได้ คำถามนี้นอกจากจะทำให้รู้จังหวะเข้าหานายที่พอเหมาะพอดีแล้ว คุณอาจะจะสามารถใช้โอกาสนี้ลองถามเรื่องเล็กๆ ที่คาใจ เช่น เวลาบอสส่งเมล์มาให้ก่อนเลิกงาน อยากให้รับทราบและตอบตั้งแต่คืนนั้น หรือมาตอบเช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่เริ่มงานก็ได้ 4. ตอบเมล์เร็ว ตอบช้า หรือไม่ต้องตอบก็ได้? เรื่องเล็กๆ ที่ทำให้คนเคืองกันได้ง่ายๆ คือ ได้อีเมล์แล้ว (น่าจะ) อ่านแล้ว แต่… ไม่ตอบ! เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า งานที่ส่งไป กำลังมีคนทำอยู่รึเปล่า ถ้าคุณนั่งทำงานใกล้ๆ กัน

ภาวะผู้นำไม่ใช่แค่เรื่องงานเสมอไป เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะนำตัวเองให้ทำให้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเพื่อขจัดความทุกข์ใจบางอย่าง หรือพาตัวเองไปสู่เป้าหมายอย่างไม่ไขว้เขว

เพลียไหม คุยกันเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่อง.. คุยงาน ก็เหมือนพูดคนละภาษา ปัญหาเดิมๆ แก้ได้ด้วย 5 วิธีสื่อสาร ให้ถูกจริตและได้ผล!

ไม่ถูกกับเพื่อนร่วมงานเหรอ ใจร่มๆ ก่อน เป็นธรรมดาโลกที่จะเจอเพื่อนร่วมงานที่ยังไงๆ ก็ไม่ถูกชะตา ลองมาดูวิธีคิดให้ใจร่มๆ ที่จะทำให้ร่วมงานกันได้อย่างสบายใจ