f

Lorem ipsum dolor sit amet consectetuer

You may like:

พฤษภาคม 2019

การได้เลื่อนขั้นเป็นเรื่องน่ายินดี และควรค่าแก่การฉลอง แต่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ก็หมายความถึงภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงต้องมีวิธีวางตัวและเตรียมใจจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำการบ้านไว้ให้พร้อมด้วย 6 ขั้นตอนสร้างความมั่นใจ หลังได้เลื่อนตำแหน่ง 1. ต้องมั่นใจเข้าไว้ การที่คุณได้โปรโมท ย่อมหมายความว่าความสามารถหรือผลงานของคุณพัฒนาถึงจุดที่จะไปต่ออีกขั้นได้แล้ว เพราะฉะนั้นขอให้มั่นใจไว้ก่อนว่าคุณมีศักยภาพที่จะทำหน้าที่นี้ แต่ถ้าคุณตื่นเต้นจนถึงขั้นกังวล ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกหวั่นๆ หรือไม่มั่นใจ เมื่อคุณได้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าเป็นครั้งแรก ควรมีความมั่นใจที่พอดี อย่าเพิ่งรีบร้อนพยายามพิสูจน์ตัวเองมากเกิน ไม่อย่างนั้นนอกจากคุณจะเครียดแล้วยังทำให้ลูกทีมเครียดตามไปด้วย 2. ลุยงานอย่างมืออาชีพ ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ต้องมี แต่ความพอดีก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้ามั่นใจเกินหน้าเกินตา รีบสวมบทบาทหัวหน้า สั่งงาน จัดการทุกอย่าง โดยแทบไม่ฟังทีม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณคือมือใหม่ที่ยังวางตัวไม่เป็น ทางที่ถูกคือ ทำงานด้วยความมั่นใจ และใช้ความรู้และประสบกาณ์ที่มีอย่างเต็มที่ โดยที่ยังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทีมและเพื่อนร่วมงานได้ วิธีนี้จะทำให้คนอื่นอยากร่วมงานกับคุณในฐานะหัวหน้า และให้การทำงานในตำแหน่งใหม่ราบรื่นขึ้น 3. ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน ด้วยความที่ใหม่กับตำแหน่ง สิ่งแรกๆที่ควรเริ่มทำคือเริ่มทำความรู้จักกับคนหลายๆ กลุ่ม ที่เราจะต้องร่วมงานด้วย ซึ่งก็สามารถทำได้หลายวิธี นอกจากการคุย 1:1 ที่ออกจะดูเป็นทางการสักหน่อย อาจจะเลือกใช้ควบคู่ไปกับการพูดคุยในสถานการณ์สบายๆ เป็นธรรมชาติ เช่น ชวนไปดื่มกาแฟ กินมื้อเที่ยง เพื่อจะได้เข้าใจความคิดและมุมมองของแต่ละฝ่ายได้ดีกว่าเดิมในเวลาที่สั้นลง 4. ทำความเข้าใจวิธีการทำงานของทีม ในฐานะหัวหน้า หัวใจหลักของการนำทีมคือความเข้าใจวิธีการทำงานของทีม เริ่มจาการสังเกตและเก็บรายละเอียดแต่ละคนในทีมเวลาทำงาน และเวลาที่ทำงานด้วยกันก่อน เมื่อพอรู้จังหวะการทำงานแล้ว ค่อยๆ เริ่มสเต็ปไปทำหน้าที่หัวหน้าแบบมีข้อมูล รู้จังหวะการสื่อสาร ต้องคุยกับใครแบบไหน เรื่องอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษ 5. อย่ารีบร้อนออกตัวแรง อย่าเพิ่งเข้าไปสั่งการทันทีที่รับมง คุณอาจจะกำลังไฟแรง ร้อนวิชาอยากจะทำหน้าที่ทันทีที่เริ่มประชุมครั้งแรก และอยากจะประกาศให้ทีมรู้ว่าคุณวาดภาพทีมในอุดมคติไว้อย่างไร

1. ประเมินสกิลที่มีในปัจจุบัน สเต็ปแรกในการ reskill คือการประเมินความสามารถในปัจจุบันของเราก่อน ว่าสกิลไหนยังไปต่อได้สบายๆ สกิลไหนต้องจำเป็นต้องใช้ แล้วต้องปัดฝุ่นหรือเรียนรู้เพิ่มเติม การเข้าใจระดับความสามารถของตัวเองจะช่วยบอกคุณได้เป็นอย่างดีว่า คุณพร้อมแค่ไหนสำหรับเป้าหมายที่ตั้งไว้้   2. วางแผนและผลที่ต้องการให้ชัดเจน เมื่อตั้งใจจะรีสกิลแล้ว สิ่งสำคัญคือการวางแผนเพื่อให้ไปได้ถึงเป้า โดยเฉพาะใครที่กำลังมองหาช่องทางและโอกาสในการขยับขยาย เปลี่ยนงาน หรือเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งวางแผนมาดีขาดสกิลอะไร ต้องเสริมอะไร หัวข้อไหนจำเป็นมากน้อยกว่ากัน รายละเอียดจะยิ่งทำให้ภาพสำเร็จชัดยิ่งขึ้น   3. ค้นคว้าและเลือกวิธีเรียนรู้สิ่งที่ขาด วิธีอัพสกิลหรือช่องทางการเรียนรู้ในปัจจุบันมีมากมาย ถ้าทำการค้นคว้าให้ดีๆ เราจะพบว่าการลงทุนเพื่อการเรียนรู้ ไม่ได้จำเป็นต้องใช้เวลาหรือเงินจำนวนมากอย่างที่หลายคนกลัว ถ้าข้อมูลแน่นซะอย่างและรู้จักเปรียบเทียบให้เป็นว่าการเรียนแบบไหนที่ตอบโจทย์ บางสิ่งอาจจะสามารถเรียนรู้ได้จากอ่านหนังสือหรือศึกษาออนไลน์ด้วยตัวเอง ในขณะที่หัวข้อที่ซับซ้อนกว่า ควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำได้เมื่อคุณเกิดคำถามหรือไม่แน่ใจ 4. ฝึก

การเปลี่ยนแปลง หลายๆ ครั้งเป็นเรื่องน่ากลัว โดยเฉพาะกับธุรกิจที่อยู่ตัวมานาน เมื่อถูก disrupt โดยไม่ทันตั้งตัว mindset ที่พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง และมีความยืดหยุ่น จะช่วยเพิ่มความเร็วในการปรับตัว อย่ายึดติดกับความสำเร็จ หรือวิธีการที่ใช้ได้ผลในอดีต และทำใจให้พร้อมเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเสมอ ติดตามขาวสารและเทรนด์ต่างๆ อย่าให้คลาดสายตา

  อะไรเอ่ย ถามแล้วบอสรัก? 6 สิ่งที่ควรถามนาย เพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น อยากชวนนายคุยอย่างมีสาระ ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ลอง 6 คำถามนี้ดู 1. เรื่องงานตอนนี้กังวลอะไรอยู่บ้าง? นี่คือคำถามที่จะทำให้รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับหัวหน้าของเรา เพราะเป้าหมายและอุปสรรคของหัวหน้า เป็นสิ่งที่คุณควรรู้ไว้ จะได้ซัพพอร์ตได้ถูกจุด เช่น ถ้าคุณรู้ว่าหัวหน้ากำลังสร้างทีม และคุณรู้จักคนที่คุณสมบัติเหมาะพอดี คุณก็สามารถแนะนำคนได้ทันที หรือถ้าวันไหนคุณมีโปรเจคที่กำลังทำอยู่ และอยากให้หัวหน้าคุณช่วยดัน คุณก็มีข้อมูลที่จะไปคุยกับหัวหน้าในมุมที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายได้ด้วย 2. พฤติกรรมอะไรที่ไม่ชอบเลยถ้าเจอในที่ทำงาน? ประเด็นนี้ พอทำงานด้วยกันไปนานๆก็จะเห็น แต่ถ้ารู้ก่อนก็ย่อมดีกว่า เพราะนั่นหมายความว่า คุณสามารถลี่ยงทำพฤติกรรมที่หัวหน้ารังเกียจได้โดยไม่ต้องมารอลุ้นลองผิดลองถูก ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าบางคนทนไม่ได้ ถ้าลูกทีมเขียนอีเมล์ผิดๆ ถูกๆ หรือส่งรายงานไม่เรียบร้อยในจุดเล็กๆ น้อยๆ เรื่องแบบนี้รู้ไว้ก่อนจะช่วยให้คุณไม่ต้องปวดหัวเวลานายมาเม้งที่หลังได้ 3. เป็นคนแอคทีฟกลางวันหรือกลางคืน? คนแต่ละคนก็มีช่วงพีค ที่ทำงานได้ไว และมีสมาธิที่สุดในแต่ละวันไม่เหมือนกัน ถ้าหัวหน้าคุณเป็นประเภทที่พีคสายหน่อย ตอนเช้าๆ (โดยเฉพาะถ้ายังไม่ได้กาแฟแก้วแรก) ก็อาจจะไม่ควรเข้าไปหาด้วยเรื่องไม่ดี ไม่งั้นคุณเองอาจจะงานเข้าได้ คำถามนี้นอกจากจะทำให้รู้จังหวะเข้าหานายที่พอเหมาะพอดีแล้ว คุณอาจะจะสามารถใช้โอกาสนี้ลองถามเรื่องเล็กๆ ที่คาใจ เช่น เวลาบอสส่งเมล์มาให้ก่อนเลิกงาน อยากให้รับทราบและตอบตั้งแต่คืนนั้น หรือมาตอบเช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่เริ่มงานก็ได้ 4. ตอบเมล์เร็ว ตอบช้า หรือไม่ต้องตอบก็ได้? เรื่องเล็กๆ ที่ทำให้คนเคืองกันได้ง่ายๆ คือ ได้อีเมล์แล้ว (น่าจะ) อ่านแล้ว แต่… ไม่ตอบ! เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า งานที่ส่งไป กำลังมีคนทำอยู่รึเปล่า ถ้าคุณนั่งทำงานใกล้ๆ กัน